พระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงาน ที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖

 พระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖

 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

 โดยที่เป็นการสมควรกำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้น ไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ

 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖”

 มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้

 “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า หน่วยงานที่เป็นของรัฐไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือในรูปแบบอื่นใด และไม่ว่าจะเป็นองค์กรในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ หรือเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรอัยการ

 “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

 “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

 มาตรา ๔ พระราชกฤษฎีกานี้มุ่งหมายให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ระบุไว้ในแต่ละมาตราในพระราชกฤษฎีกานี้ ได้รับการยกเว้น ไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับภายใต้เงื่อนไข ที่กำหนด โดยมีหลักการสำคัญดังต่อไปนี้

 (๑) การร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามวัตถุประสงค์และขอบเขตซึ่งกฎหมายที่ให้อำนาจหน่วยงานของรัฐกำหนดไว้ โดยไม่สร้างภาระเกินสมควร แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

 (๒) หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อได้รับการร้องขอข้อมูลดังกล่าวจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการร้องขอข้อมูลนั้น โดยหน่วยงานของรัฐได้ระบุบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ให้อำนาจในการร้องขอ เพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานของรัฐที่ร้องขอนั้น

 (๓) การรับรองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกร้องขอ ข้อมูลส่วนบุคคลในการร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญหรือขอให้คณะกรรมการตีความหรือวินิจฉัยชี้ขาด แล้วแต่กรณี

 (๔) การยกเว้นความผิดและโทษอาญาตามพระราชกฤษฎีกานี้ ไม่คุ้มครองการดำเนินการ โดยมิชอบด้วยพระราชกฤษฎีกานี้

 มาตรา ๕ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการยกเว้นโดยพระราชกฤษฎีกานี้ ยังคงมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อมิให้กระทบกับ หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจนเกินสมควร

 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

 มาตรา ๖ เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมาย ให้ดำเนินการจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐหรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือหน่วยงานของรัฐที่คณะกรรมการประกาศกำหนด บรรดาที่มีกฎหมายให้อำนาจขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวย่อมได้รับ การยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

 มาตรา ๗ เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลจากกรมสรรพากร กรมศุลกากร หรือกรมสรรพสามิต บรรดาที่มีกฎหมายให้อำนาจขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากร การดำเนินการใด ๆ อันเกี่ยวกับการบังคับแก่บรรดาค่าธรรมเนียมทางภาษีอากร ค่าฤชาธรรมเนียม หรือค่าอากรใด ๆ รวมทั้งการดำเนินการตามพันธกรณีหรือความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องดังกล่าว ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวย่อมได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่จะรู้ว่าหน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งเก็บข้อมูลใดเกี่ยวกับตนไว้ และมีสิทธิขอให้หน่วยงานของรัฐนั้นแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน แต่ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐ ได้รับข้อมูลมาจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น การแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเป็นหน้าที่ และอำนาจของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นผู้เก็บรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลนั้น และให้ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวส่งข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันให้กับหน่วยงานของรัฐที่ร้องขอตามวรรคหนึ่ง

 มาตรา ๘ เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งคณะกรรมการประกาศกำหนด บรรดาที่มีกฎหมายให้อำนาจขอข้อมูล ส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบเกี่ยวกับ การจัดเก็บภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ย่อมได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

 ก่อนที่คณะกรรมการจะประกาศกำหนดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประเมินความพร้อมในการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งตามมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน

 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่จะรู้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งเก็บข้อมูลใด เกี่ยวกับตนไว้ และมีสิทธิขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน แต่ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับข้อมูลมาจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น การแก้ไขข้อมูล ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นผู้เก็บรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลนั้น และให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวส่งข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร้องขอตามวรรคหนึ่ง

 มาตรา ๙ เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลจาก สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจตามกฎหมายที่อยู่ใน ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการสถาปนาสมณศักดิ์ การแต่งตั้งหรือถอดถอนข้าราชการ บุคคลหรือคณะบุคคล ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ หรือที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี และการขอพระราชทาน หรือเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฎีกาซึ่งมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย หรือการขอพระราชทานพระมหากรุณา ในเรื่องต่าง ๆ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวย่อมได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่จะรู้ว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเก็บข้อมูลใดเกี่ยวกับตนไว้ และมีสิทธิขอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน แต่ในกรณี ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับข้อมูลมาจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น การแก้ไขข้อมูล ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นผู้เก็บรวบรวม และเปิดเผยข้อมูลนั้น และให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวส่งข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ให้แก่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ร้องขอตามวรรคหนึ่ง

 มาตรา ๑๐ เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานของรัฐ ที่มีกฎหมายให้อำนาจในการขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจ ตามกฎหมายเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญซึ่งคณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลดังกล่าวย่อมได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

 การประกาศกำหนดหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการอาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่จำเป็นและสมควร ให้หน่วยงานของรัฐนั้นปฏิบัติ เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วยก็ได้

 การดำเนินการตามวรรคหนึ่งต้องสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุโดยไม่สร้างขั้นตอน ที่ไม่จำเป็นหรือสร้างภาระจนเกินสมควร และได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับกับสิทธิเสรีภาพ และประโยชน์ที่บุคคลต้องเสียไป

 มาตรา ๑๑ การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ในการดำเนินการเกี่ยวกับการเนรเทศ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา การป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความร่วมมืออื่นทางศาล หรือกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ย่อมได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

 มาตรา ๑๒ การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชกฤษฎีกานี้ บรรดาที่มีกฎหมายหรือพระราชกฤษฎีกานี้ให้อำนาจในการขอข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลดังกล่าวย่อมได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

 คณะกรรมการอาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้หน่วยงานของรัฐ ตามวรรคหนึ่งหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งถือปฏิบัติ เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วยก็ได้

 มาตรา ๑๓ ในกรณีที่มีปัญหาว่าลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานใดอยู่ภายใต้บังคับ แห่งพระราชกฤษฎีกานี้ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องอาจขอให้คณะกรรมการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ที่เกิดขึ้นได้

 ให้คณะกรรมการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน และแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทราบ

 คณะกรรมการอาจขยายระยะเวลาตามวรรคสองออกไปอีกได้ไม่เกินสามสิบวัน

 ให้คณะกรรมการประกาศการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาตามวรรคสองให้ทราบเป็นการทั่วไป

 ในกรณีที่คณะกรรมการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาในเรื่องใดแล้ว หากผู้เกี่ยวข้อง ขอให้คณะกรรมการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเรื่องในลักษณะหรือทำนองเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจส่งคำวินิจฉัยในเรื่องนั้นให้ผู้นั้นถือปฏิบัติได้

 มาตรา ๑๔ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและเป็นไปตามเจตนารมณ์ ของมาตรา ๔ ให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนดมาตรฐานการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่จะให้มีผลใช้บังคับก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับมิได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับ และตามพระราชกฤษฎีกานี้ ถือปฏิบัติ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานที่กำหนดตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด

 มาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการ ตามพระราชกฤษฎีกานี้

 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 นายกรัฐมนตรี

 หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้อำนาจตราพระราชกฤษฎีกายกเว้น ไม่ให้นำพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนมาใช้บังคับแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในบางลักษณะ บางกิจการ หรือบางหน่วยงาน เช่นเดียวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง และให้อำนาจยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนมาใช้บังคับแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นใด สมควรกำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานบางประเภท ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับ ภายใต้เงื่อนไข ที่กำหนดในแต่ละกรณี โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกานี้ ยังคงมีหน้าที่ ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กำหนดในมาตรา ๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย ทั้งนี้ เพื่อมิให้กระทบกับหลักการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลจนเกินสมควร จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

หากท่านต้องการเอกสาร พ.ร.บ. นี้อย่างเป็นทางการ กรุณาใช้ ไฟล์ pdf จาก website สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สำรอง)

Website นี้พัฒนาขึ้นแบบ open source ท่านสามารถร่วมแก้ไข ปรับปรุงได้ บน GitHub

หากพบข้อผิดพลาด หรือต้องการเสนอแนะ กรุณาติดต่อศูนย์ SiData+ หรือ GitHub นี้

อัพเดทข้อมูลล่าสุด เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569